ข่าวแจก ชี้แจงกระแสวิพากษ์ แปลงเพศเอื้ออาทร
ข่าวแจก – มหากาพย์ “แปลงเพศเอื้ออาทร”
6 มีนาคม 2554
“มหากาพย์ ‘จิ๋มเอื้ออาทร’ ยืดเยื้อ สมาคมสตรีข้ามเพศฯ ขอบคุณแพทยสภาและราชวิทยาลัยจิตแพทย์ที่ยกระดับวงการแพทย์ไทยเรื่อง GID-Transsexualism แต่หันทิ้งระเบิด! ออกโรงฉะอธิบดีกรมสุขภาพจิตไม่ทำหน้าที่หมอ, จวกผอ.ฝ่ายรายการช่อง9 ริดรอนสิทธิประชาชน , ติงสื่อในการคัดเลือกผู้เสดงความคิดเห็น พึงระวังตกเป็นเครื่องมือพีอาร์บุคคลที่อยากดัง, ขอบคุณเกย์นทีชี้ช่องเรียกร้องให้เป็นรัฐสวัสดิการ สมาคมฯไม่หวั่น ยังคงเดินหน้าต่อไปพร้อมจะรณรงค์โครงการยุติความรุนแรงและอคติต่อสตรีข้ามเพศ
เป็นประเด็นยืดเยื้อยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ กรณี “จิ๋มเอื้ออาทร” โครงการ Sister’s Hand แปลงเพศฟรี พี่ช่วยน้อง ของสมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย นก ยลลดา นายกสมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ก่อนอื่นต้องขอบคุณแพทยสภาและราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยที่ยกระดับวงการแพทย์ไทย ในการรักษาผู้ป่วย GID-Transsexualism ให้เป็นไปตามกระบวนการแพทย์สากลขององค์การอนามัยโลก แต่ตนก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด นพ. อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต ในฐานะแพทย์จึงให้ความเห็นแบบชาวบ้านทั่วไปต่อกรณีโครงการแปลงเพศฟรีว่า กลัวสังคมสับสนหากโปรโมทการแปลงเพศออกสื่อมากๆ อีกทั้งอธิบดีกรมสุขภาพจิตยังไม่ทำหน้าที่ของแพทย์ในการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับเรื่องอาการป่วย GID เพื่อลดความสับสนของสังคม สมาคมฯ จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่าที่ผ่านมา กรมสุขภาพจิตมีส่วนช่วยเหลือผู้ป่วยหรือให้ความรู้เกี่ยวกับโรค GID-Transsexualism หรือไม่ อย่างไร ทางสมาคมฯ ได้ทวงถามข้อเท็จจริงอันนี้ แต่ก็มิได้รับคำตอบแต่อย่างใด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แต่กระแสสังคมที่กลัวความสับสนนั้นก็อาจทำให้คุณพรชัย ปิยะเกศิน ผอ.ฝ่ายรายการ ช่อง9 ระงับการออกอากาศรายการคนค้นฅน ตอน “เรียลลิตี้หลายชีวิต ผ่าตัดแปลงเพศ” ฉบับดั้งเดิม จึงทำให้เราต้องขอเข้าไปชี้แจงเหตุผลต่อท่าน แต่กลับได้รับการต้อนรับอย่างน่าเกลียด นักข่าวสำนักอื่นที่ไปทำข่าวโดนไล่ออกไปนอกห้อง และขอคุยเป็นการส่วนตัว พร้อมชี้แจงเหตุผลสรุปความได้ว่า หากไม่พิการทางกายภาพอย่างชัดเจนก็ไม่ให้นำเสนอหรือนำเสนอแต่น้อย เพราะผู้หญิงข้ามเพศเป็นความผิดปกติทางอารมณ์และการแปลงเพศก็เป็นเพียงการศัลยกรรมเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าท่านไม่มีความรู้เกี่ยวกับ GID เลย ท่านยังหมิ่นศักดิ์ศรีสตรีข้ามเพศว่า เป็นแค่คนกลุ่มน้อย ควรอยู่อย่างเงียบๆ ในสังคมไม่ควรออกมานอกกรอบ เราคิดว่าถ้าท่านได้ชมเทปก่อนท่านคงจะพอเข้าใจผู้หญิงข้ามเพศและองค์ความรู้ทางการแพทย์เรื่องการแปลงเพศบ้าง แต่นี่เราสรุปได้เลยว่าท่านไม่ได้ชมเทปเลย เพราะแม้แต่น้องรถเมล์ที่เป็นหนึ่งในคนต้นเรื่องยืนอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านยังไม่รู้จัก มันทำให้เราสงสัยในความคิดเห็นต่อผู้หญิงข้ามเพศของท่าน เรากลับออกมาจากห้องผอ.พรชัย ด้วยน้ำตานองหน้า น้อยใจผู้ใหญ่อคติ หวังชี้แจงให้เข้าใจ แต่กลับไม่สนใจ แม้แต่หนังสือที่นำไปยื่นก็วางทิ้งไว้อย่างไม่ใยดี การมีคำสั่งให้ผู้ผลิตรายการคนค้นฅนไปแก้ไขเทปใหม่ก่อนออกอากาศ มันก็คือการแบนเทปต้นฉบับดั้งเดิม นี่ถือว่าเป็นการคุกคามและควบคุมสื่อ ดังเคยมีข่าวกรณีแบนบทสัมภาษณ์ ม.ร.ว. อคิน ในรายการคนค้นฅนมาแล้วเช่นกัน สมาคมจึงขอประณามการทำงานของคุณพรชัย ในฐานะผอ.ฝ่ายรายการ และหากเรื่องราวของหญิงข้ามเพศ ไม่ได้รับการพิจารณาออกอากาศแบบต้นฉบับเดิมตามที่ทางทีวีบูรพามีประสงค์จะถ่ายทอดในเนื้อหาที่ถูกต้อง หรือแต่ต้องถูกบิดเบือนสาระสำคัญของเนื้อหา ทางสมาคมอาจจะขอร่วมรณรงค์ให้ไม่รับชมรายการช่อง9ต่อไป ยลลดา กล่าวเอาจริงพร้อม ยื่นต้น VCD ฉบับคนค้นคนที่ถูกแบน ให้กับสื่อไปพิจารณาว่ามีตรงไหนที่จะชี้นำให้คนแห่ไปแปลงเพศ ? โดยนกยลลดา เล่าถึงรายการคร่าวๆว่าเป็นเรื่องราวที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า
1 . อาการทุกข์ทรมาณจากโรคTransexualism เป็นอย่างไร เมื่อผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองมีสัญชาตญานการรับรู้เพศที่แตกต่างจากบุคคลอื่น รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวประหลาด และพยายามหนักอย่างไรบ้างที่จะบังคับตนเองให้มีจิตใจเป็นเพศตามร่างกายด้วยความรู้ที่จำกัดถึงโรคนี้ และเมื่อไม่ทราบว่าเป็นอาการของโรคเพศสลับนี้ จึงต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยการถูกละเมิดตลอดเวลา ทั้งการล้อเลียน กลั่นแกล้ง บางครั้งถึงขึ้นถูกทำร้ายร่างกายจากคนในครอบครัว และจากสังคมรอบข้างมองซึ่งมองเป็นตัวตลกขบขัน ด้วยความไม่รู้ทั้งตัวผู้ป่วยเองและสังคมรอบข้างก่อให้เกิดความรุนแรงต่อสตรีข้ามเพศเนื่องจากความไม่เข้าใจถึงสาเหตุและการไม่ได้ "เลือก" ที่จะเป็นสตรีข้ามเพศแต่เป็นอาการป่วยทางกายที่เกิดจากต่อมไร้ท่้อในสมองสั่งการให้สัญชาตญานการรับรู้เพศผิดปกติ
2. รายการนี้จะนำเสนอเนื้อหาว่าการแปลงเพศไม่ได้ถูกทำได้โดยง่าย ดังจะเห็นว่าจากบุคคลที่สมาคมคัดเลือกไปทั้งหมด 5 คน มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ผ่านความเห็นชอบจากแพทย์ว่ามีอาการของ Transexualism เป็นผู้หญิงข้ามเพศหรือพร้อมที่จะรับการแปลงเพศได้ ซึ่งตรงกับประกาศของแพทย์สภาว่าด้วยการรักษาผู้ป่วยโรค Transsexualism นี้ อีกทั้งยังจะเป็นการคัดกรองจำนวนผู้ป่วยอีกด้วย การให้องค์ความรู้นี้เผยแพร่ออกไปจะทำให้สังคมรอบข้างและผู้ป่วยที่เป็นโรค Transsexualism นี้ ดำรงอยู่ด้วยความเข้าใจและเกื้อกูลกันมากขึ้นรวมทั้งเป็นการลดความรุนแรงที่มีต่อผู้หญิงข้ามเพศอีกด้วย
3. รายการนี้จะมีเนื้อหาที่จะนำเสนอว่า เมื่อผู้ป่วย ได้รับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยมีชีวิตจิตใจที่ดีขึ้นอย่างไรบ้าง โดยทางรายการได้มีการถ่ายทำติดตามชีวิตผู้ป่วย ภายหลังการรักษาด้วยการแปลงเพศและนำมาถ่ายทอดให้รับชม
4. การคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ มีการคัดที่หลากหลายอาชีพ วัย และฐานะ และการศึกษา เช่น ครูสอนคณิตศาสตร์, นักร้องเร่, นักศึกษา เพื่อแสดงให้เห็นต่อสังคมว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรค Transsexualism นิ้ มีอยู่ได้ในสังคมทั่วไป และมีชีวิตปกติที่เหมือนคนทั่วไป สามารถทำงาน เรียน และหาเลี้ยงตัวเองได้ อันจะเป็นตัวอย่างแต่สตรีข้ามเพศและผู้สนใจให้ได้รับรู้ว่า อาการป่วยโรค Transexualism นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหาเลี้ยงชีพ การใช้เหตุผล และศิลธรรมแต่อย่างได
จากเนื้อหานำเสนอดังกล่าวสมาคมจึงไม่เห็นว่า นอกจากความอคติต่อหญิงข้ามเพศของผู้มีอำนาจตัดสินใจแล้วไม่มีเหตุอื่นไดที่รายการคนค้นคนฉบับดั้งเดิม จะไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจให้นำออกอากาศได้ อันเป็นการใช้คลื่นความถี่สัมปทานของรัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนของสตรีข้ามเพศ
สมาคมขอท้วงติงการเลือกผู้ออกความเห็นในสื่อเพื่อความเป็นมืออาชีพ
ยลลดา กล่าวต่อว่า “อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันกับสื่อมวลชนคือความเป็นมืออาชีพของสื่อในการเลือกผู้แสดงความคิดเห็น ต้องขอย้ำว่าสมาคมจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายโดยการรับรองของสามกระทรวงคือ กระทรว่วงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ ดังนั้นการขับเคลื่อนต่างๆ ของทางสมาคมฯ จะเป็นทางการและประสานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนต่างๆ มากมาย สมาคมยินดีเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่าย หากแต่สื่อต้องระมัดระวังในการเลือกผู้แสดงความคิดเห็นค้าน ซึ่งก็ควรมาจากองค์กรที่ถูกกฏหมายเช่นกัน มีกลุ่มสมาชิกที่ชัดเจนมีระเบียนสมาชิก น่าเชื่อถือ มิใช่องค์กรเถื่อนที่ว่าเอาเองไม่มีการจดทะเบียนกับหน่วยงานราชการ ความเข้าใจอันดีในสังคมก็จะไม่เกิดขึ้น ปัญหาต่างๆ ก็ยังจะคงอยู่ ซ้ำยังจะเพิ่มความยุ่งเหยิงวุ่นวายเข้าไปอีก เพียงเพราะเลือกผู้แสดงความคิดเห็นผิด การนำความคิดเห็นค้านของผู้ที่แสดงความคิดเห็นแบบมักง่าย โดยได้ยินได้ฟังแบบหยาบๆ คิดหยาบๆ ออกความเห็นแบบหยาบๆ ไม่ละเอียดลุ่มลึก ก็จะทำให้สังคมกลายเป็นสังคมหยาบๆ และท้ายที่สุดจะเกิดคำถามตามมาว่า สื่อตกเป็นเหยื่อในการพีอาร์บุคคลหรือไม่ นี่คือสิ่งที่สื่อต้องให้ความใส่ใจมากพอสมควร สมาคมขอเสนอแนะว่าหากสื่อต้องการความเห็นของมีเดียมอนิเตอร์ ควรใช้ความเห็นจากคณะบดีนิเทศศาสตร์ หรือ สื่อสารมวลชนหรือผู้มีวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง หรือผู้แทนองค์กรวิชาชีพที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย หากสื่อต้องการความเห็นด้านการแพทย์ก็ควรติดต่อไปยังแพทย์สภาหรือจิตแพทย์ราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้รู้และเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพนั้นๆ หรือแม้แต่กระทั่งการคัดกรองข้อเท็จจริงของข่าวสารที่นำเสนอก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ดังตัวอย่างการให้ข่าวที่เป็นเท็จ เช่นสมาคมเรียกร้องให้รัฐเข้ามารับผิดชอบค่าใช้จ่าย ในการรักษาผู้ป่วยโรค Transsexualism แล้ว จึงก่อให้เกิดความเกลียดชัง และเข้าใจผิดสับสน และสื่อไม่ได้ทำการตรวจสอบเรื่องนี้กับสมาคมแต่อย่างได กลับนำเสนอลงไป
อนึ่ง สมาคมฯ ได้รับทราบการให้ข่าวข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องการรับสินบนของสมาคมฯ จากสถาบันแพทย์ผู้สนับสนุน โครงการเพื่อโปรโมทธุรกิจการแพทย์ ซึ่งไม่เป็นความจริง และขณะนี้สมาคมฯ กำลังรวบรวมหลักฐานของผู้ที่กล่าวหาทั้งหมด สมาคมฯ ได้ปรึกษาทนายของสมาคมและได้หลักฐานเพียงพอทั้งเทปเสียง เอกสาร และ พยานบุคคล สมาคมจึงจะพิจารณาดำเนินการฟ้องร้องผู้กล่าวหาต่อไป ในคดีหมิ่นประมาท คาดว่างานนี้น่าจะมีผู้ติดคุกแน่นอน ถ้ายังไม่หยุดปล่อยข่าวเลว”
สมาคมปฏิเสธไม่เคยดำเนินการเรียกร้องให้ผู้ป่วยโรค Transsexualism ได้รับการรักษาฟรี แต่ได้การชี้นำจากการให้ข่าวคุณเกย์นที ว่าสมาคมได้ทำการดังกล่าวไปแล้วจึงถือเป็นแนวความคิดที่น่าสนใจ
“นกและสมาคมสตรีข้ามเพศฯ ขอยืนยันจุดยืนต่อโครงการ Sister’s Hand แปลงเพศฟรี พี่ช่วยน้อง จะต้องทำต่อไปทุกปีตามกำลังความสามารถ โดยยินดีให้ตรวจสอบความโปร่งใสในทุกๆ กรณี เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้ป่วยด้วยโรค GID-Transsexualism จริง ซึ่งพวกเธอเหล่านั้นต้องการรักษาโรคด้วยการผ่าตัดแปลงเพศ และอย่างไรก็ดี เน้นว่าต้องขอขอบคุณคุณนที ธีรโรจนพงษ์ที่เปิดช่องแนะนำเรื่องการผลักการรักษาอาการป่วย GID-Transsexualism เข้าสู่สวัสดิการของรัฐรักษาฟรีเช่นโรคอื่นๆ เพราะที่ผ่านมาสมาคมสตรีข้ามเพศฯ ไม่เคยเรียกร้องต่อรัฐให้มาช่วยเหลือในการผ่าตัดแปลงเพศเลย เป็นเวลาเข้าปีที่ 2 แล้วที่สมาคมสตรีข้ามเพศฯ ริเริ่มโครงการแปลงเพศฟรีขึ้นเพื่อต้องการช่วยเหลือสมาชิกผู้หญิงข้ามเพศ โดยการบากหน้าไปขอรับการสนับสนุนจากสถาบันการแพทย์ต่างๆ เรียกว่าเราพยายามช่วยเหลือพวกเรากันเองมาโดยตลอด ไม่เคยคิดเบียดเบียนรัฐ เพราะเราคิดว่ารัฐอาจจะยังไม่พร้อม แต่เมื่อคุณนทีเปิดช่องมาให้ สมาคมก็เก็บเอามาคิดเป็นการบ้านและสรุปว่าเป็นการดีที่สมาคมจะได้ร้องขอต่อรัฐในเรื่องรัฐสวัสดิการการแปลงเพศ เพราะเมื่อเป็นโรคตามที่หน่วยงานของรัฐประกาศ รัฐก็ควรจะให้การรักษา อีกทั้งคำถามที่คุณนทีได้ถามไว้ว่าหลังจากผ่าตัดแปลงเพศแล้วว่าใครจะดูแลผุ้หญิงข้ามเพศกลุ่มนี้ต่อไป ฮอร์โมนจะใช้อย่างไร ใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย นี่เป็นสิ่งที่คุณนทีได้เปิดประเด็นไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรัฐก็คือคำตอบ ก็ต้องขอแสดงความขอบคุณคุณนทีอย่างจริงใจ นอกจากนั้นนัยยะอีกประการจากคำถามของคุณนทีที่ว่า จะให้ผู้หญิงข้ามเพศที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้วอยู่ต่อไปอย่างไร สมาคมฯ ก็คิดเห็นตามด้วยเช่นกัน ดังนั้นสมาคมจึงจะดำเนินเรื่องร้องขอสิทธิทางกฎหมายของผู้หญิงกลุ่มนี้ต่อรัฐควบคู่ไปด้วย หากไม่ได้รับความสนใจ สมาคมก็เตรียมตัวประสานกับองค์กรสตรีข้ามเพศทั่วโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลให้ช่วยเหลือ เพราะประเทศในระดับสากลมากกว่า 80 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโลกเสรี โลกคอมมิวนิสต์ หรือโลกของรัฐอาหรับต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับผู้ป่วย GID-Transsexualism และให้การรับรองเพศใหม่หลังจากผ่าตัดแปลงเพศแล้ว และถ้าสมาคมฯ ไม่ดำเนินการดังกล่าว ก็จะผิดกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสมาคมที่ชี้แจงต่อกระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ เมื่อครั้งที่ไปขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคม” ยลลดากล่าวทิ้งท้าย พร้อมแจ้งกิจกรรมสมาคมในปีนี้จะเน้นในเรื่องการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีข้ามเพศ มากขึ้นเป็นภาระกิจหลัก
ข้อมูลเพิ่มเติมโทร 089-488-2958, 02-717-5800 หรือ www.tf101.com
email : tf101@jwctv.com
