หนังสือจากสมาคมฯ ยื่นต่อสธ. กรณีGID
สมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย
เลขที่46 ชั้น2 อาคารจิวเวลรี่ แชนแนล
ถ.พัฒนาการ20 สวนหลวง กรุงเทพฯ 10250
โทรศัพท์ 02-717-5800, 089-488-2958
1 มีนาคม 2554
เรื่อง ขอให้กระทรวงฯ ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่อง Gender Identity Disorder(GID) ผ่านสื่อ
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
สำเนาเรียน อธิบดีกรมสุขภาพจิต
สิ่งที่ส่งมาด้วย บทสัมภาษณ์อธิบดีกรมสุขภาพจิตต่อโครงการ “แปลงเพศเอื้ออาทร” ผ่านไทยรัฐออนไลน์
สมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรีข้ามเพศ โดยตามประกาศและการรับรองขององค์การอนามัยโลก (ICD-10 หมวด F64.0) รวมถึงประกาศของแพทยสภา กระทรวงสาธารณสุข ระบุให้การผ่าตัดแปลงเพศเป็นการรักษาโรคเพศสลับ(Transsexualism) ดังนั้นสมาคมสตรีข้ามเพศฯ จึงริเริ่ม “โครงการ Sister’s Hand แปลงเพศฟรี พี่ช่วยน้อง” แก่ผู้ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรค Transsexualism ขึ้น เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีรัฐสวัสดิการรักษาฟรีสำหรับผู้ป่วยโรคนี้เหมือนต่างประเทศ โดยโครงการนี้ สมาคมสตรีข้ามเพศซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหารายได้และไม่มีรายได้ ต้องเดินทางไปขอความอนุเคราะห์จากสถาบันการแพทย์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือตามกำลังความสามารถ อันเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐ และส่งเสริมให้ผู้ป่วยรู้จักตนเอง รวมทั้งสื่อสารถึงสังคม เพราะเป็นองค์ความรู้ใหม่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการคล้าย Transsexualism จะเป็นโรคนี้และต้องผ่าตัดแปลงเพศ อีกทั้งการรักษาก็ต้องผ่านหลายขั้นตอน รวมถึงกิจกรรมในการให้ความรู้แก่ผู้ที่ได้รับการรักษาแล้วก็กระทำโดยสมาคมสตรีข้ามเพศฯ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรและขาดแคลนทั้งงบประมาณและทรัพยากรต่างๆโดยล้วน ทั้งที่ควรจะเป็นหน้าที่หลักของกรมส่งเสริมสุขภาพจิต
แต่หลังจากที่มีการแถลงข่าวความสำเร็จของโครงการฯ ในครั้งที่ 1 และเปิดรับสมัครพร้อมทั้งสัมภาษณ์ผู้ที่ต้องการผ่าตัดแปลงเพศในโครงการฯ ครั้งที่ 2 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา จากการให้ความเห็นของ นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต ในฐานะแพทย์ผู้ซึ่งควรให้ความกระจ่างต่อสังคมในเรื่องนี้ได้ แต่กลับให้ความเห็นได้ในฐานะเพียงปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้นและดูเหมือนไร้ซึ่งข้อมูลอันเป็นหลักวิชาการทางการแพทย์ในเรื่อง GID และ Transsexualism การแสดงความคิดเห็นอย่างชาวบ้านดังกล่าว ส่งผลให้สังคมเข้าใจผิด สับสนมากขึ้นไปอีก และไม่ได้รับองค์ความรู้อันประโยชน์อันใดเลย อีกทั้งยังส่งผลให้องค์การสื่อสารมวลชน(อ.ส.ม.ท.)หรือช่องโมเดิร์น9 ระงับการออกอากาศรายการคนค้นฅน ตอน “เรียลลิตี้ หลายชีวิต ผ่าตัดแปลงเพศ” ซึ่งเป็นตอนที่จะนำเสนอมุมมองข้อเท็จจริงทางการแพทย์เกี่ยวกับขั้นตอนการรักษาด้วยการผ่าตัดแปลงเพศทั้งหมด และเป็นการเผยแพร่ขั้นตอนให้ทราบว่าก่อนผ่าตัดแปลงเพศต้องผ่านเงื่อนไขทางการแพทย์อย่างไรบ้างตามข้อบังคับของแพทยสภา โดยจิตแพทย์มีหน้าที่วินิจฉัยว่ามีอาการ GID แบบใดและสมควรทำการรักษาโรคโดยการผ่าตัดหรือไม่อย่างไร ซึ่งในตอนดังกล่าว ทางรายการได้ใช้เวลาติดตามบันทึกภาพมากว่า 1 ปี การถูกระงับของรายการดังกล่าว จะทำให้สังคมอยู่ในสภาวะต้องสับสนขึ้นไปอีกว่า การผ่าตัดแปลงเพศนั้นเป็นแฟชั่นไม่ใช่การรักษาโรค
สมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย จึงใคร่ขอคำชี้แจงผ่านสื่อโดยกระทรวงสาธารณสุขดังต่อไปนี้
- เกี่ยวกับภาวะ Gender Identity Disorder(GID) และความแตกต่างระหว่าง Transsexualism กับ Transvestism ให้สังคมได้รับทราบข้อมูลอันเป็นประโยชน์นี้ เพื่อเป็นการชี้แนะแนวทางแก้ปัญหาของสังคมและครอบครัวของผู้มีบุตรหลานที่อาจจะเผชิญภาวะอาการ GID
- อ้างถึงคำสัมภาษณ์ของอธิบดีกรมส่งเสริมสุขภาพจิต ทางสมาคมมีความห่วงใยถึงจรรยาบรรณของบุคลากรในวิชาชีพแพทย์และกรมสุขภาพจิต ว่าการให้สัมภาษณ์เช่นนี้ จะทำให้ผู้ป่วยที่ต้องทุกข์ทรมานด้วยโรค Transsexualism นี้ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่ถูกต้องได้ เนื่องจากไม่ได้รับคำแนะนำให้ไปพบแพทย์ หากแต่ด้วยข้ออ้างจากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงว่าไม่แน่ใจว่ามีจิตแพทย์เพียงพอหรือไม่ และการไม่สนับสนุนหรือไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแม้แต่คำอธิบายผ่านสื่อหรือข้อมูลใดๆ อาจเป็นการสื่อสารถึงการปฏิเสธการรักษาทางอ้อมอันขัดต่อพันธะสัญญาตามหลักสิทธิมนุษยชนของผู้ป่วย และยังไม่พบว่ามีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องใดออกมาทำหน้าที่รณรงค์ส่งเสริมแนะนำให้เข้าใจถึงโรคนี้เพื่อคัดกรองจำนวนผู้ป่วยด้วยตัวเองและผู้ป่วยจะได้ดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุขแต่อย่างใด หากแต่นำเสนอไปในทำนองเหมือนกับว่าการผ่าตัดแปลงเพศหลังจากได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ใช่การรักษาอาการ Transsexualism
จึงเรียนมาเพื่อทราบและโปรดพิจารณาอนุเคราะห์ให้ความรู้แก่สาธารณชนทราบถึงโรคดังกล่าวและวิธีการคัดกรองและรักษา เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพจิตแต่บุคคลที่ทุกข์ทรมาณด้วยอาการ GID ทั้งสองประเภทและจะได้ไม่เป็นการสับสน อันนำไปสู่การไม่สามารถเข้าถึงการรักษาหรือไม่เข้าใจถึงวิธีการดูแลสุขภาพจิตตนเองและบุคคลรอบข้างของผู้ป่วยได้ อันจะเป็นการบั่นทอนสุขภาพจิตของสมาชิกในสังคม ซึ่งตามที่ท่านกล่าวว่าเป็นเพียงจำนวนน้อย หากแต่สมาคมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ขอแสดงความนับถือ
(นายยลลดา เกริกก้อง สวนยศ)
นายกสมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย
ห่วงข่าว 'จิ๋มเอื้ออาทร' เด็กเลียนแบบ แฉหลัง 'เฉือน' ไม่สนุก ปัญหาอื้อซ่า
อธิบดีกรมสุขภาพจิต ซัดสื่อนำเสนอข่าวแปลงเพศเอื้ออาทรอันตรายมากกว่าได้ประโยชน์ ด้านมีเดียมอนิเตอร์ หวั่นเสพมากกล่อมประสาทจนคนแห่มาผ่าตัดเพราะแฟชั่นมากกว่าความจำเป็นทางการแพทย์...
กลายเป็นเรื่องถกเถียงกันไม่จบสิ้นกับกรณี "โครงการจิ๋มเอื้ออาทร" ที่รับแปลงเพศเอื้ออาทรให้กับสตรีข้ามเพศฟรีๆ พร้อมกันนี้ยังมีรายการเรียลลิตี้แปลงเพศให้ชมกันอย่างโจ๋งครึ่ม สร้างแรงกระเพื่อมจนคนแห่มาใช้บริการเฉาะฟรีจำนวนมาก ล่าสุดผุดโครงการที่ 2ขึ้นมา ซึ่งได้รับความนิยมถล่มทลายดูจากยอดจำนวนคนที่มาแห่มาใช้บริการเพิ่มมากมาย ตั้งแต่ วัยรุ่น วัยกลางคนและคนชรา ส่งผลให้หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วง
นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิตออกโรงเตือนผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า กรมสุขภาพจิตติดตามข่าวสารการนำเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนเรื่อง “แปลงเพศเอื้ออาทร” ตั้งแต่เริ่ม จนกระทั่งเข้าโครงการที่ 2อย่างใกล้ชิดพบว่าการนำเสนอของเจ้าของโครงการและสื่อหลายแขนงให้น้ำหนักความสำคัญกับเรื่องนี้มากเกินไป จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดีแน่นอน
“ตามสถิติแล้วบรรดากะเทยซึ่งมีจำนวนน้อยมากในประเทศ ปฏิเสธการรับบริการผ่าตัดมากกว่าอยากผ่า ซึ่งการประโคมข่าวแบบนี้มันเร้าในการตัดสินใจ จริงๆ การผ่าตัดมีความเสี่ยงมหาศาล การนำเสนอข่าวนี้ผ่านสื่อชั้นนำของประเทศมากและถี่มันอาจจะไปกระตุ้นในการตัดสินใจของคนเหล่านี้ด่วนตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป ซึ่งความจริงแล้วจะแปลงเพศหรือไม่นั้นคนๆ นั้นต้องใช้เวลาถามใจตัวเองระยะใหญ่ว่าแน่ใจขนาดต้องแปลงเพศและแบบนั้นตลอดไปได้หรือไม่”
มิหนำซ้ำสิ่งที่สื่อนำเสนอออกไป น่าเป็นห่วงว่าสื่อเหล่านี้ไม่มีการพูดถึงความยากลำบากในการผ่าตัดเสร็จแล้วว่า เขาต้องดูแลตัวเองไปตลอดชีวิต ไม่ได้สำเร็จรูป ผ่าแล้วสวยๆเหมือนผู้หญิงแบบที่รายการทีวีมักจะเลือกน้ำหนักด้านดี สวยงาม มากกว่าด้านร้ายๆ มานำเสนอ
“เช่น เขาไม่เคยบอกว่าหลังจากผ่าตัดแปลงเพศฟรีเสร็จแล้ว มันมีความยุ่งยากและลำบากมากแค่ไหนในเรื่องการดูแลและการใช้ชีวิต ไหนจะเรื่องการดูแลรักษา เรื่องการใช้ที่ถูกวิธี เรื่องกินยาฮอร์โมน เรียกว่าค่าดูแลรักษามากกว่าที่เขายกให้หลายเท่าตัว”
อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวด้วยว่า อีกสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ รายการทีวีเรียลลิตี้ที่มีการนำเสนอ การที่คนแห่มาใช้บริการแปลงเพศเอื้ออาทรมากๆ มันจะทำให้คนที่อยากจะขอรับบริการจริงๆ ซึ่งมีเปอร์เซนต์น้อยมาแย่งคิวการผ่าตัดแปลงเพศของพวกเขาไป เนื่องจากกระบวนการแปลงเพศนี้มันใช้เวลานานมากๆ คำถามก็คือการที่สื่อประโคมข่าวออกไปแล้วมีคนมาใช้บริการมากขึ้น ประเทศนี้มีจิตแพทย์มากที่จะใช้เวลาเฝ้าประเมินคนไข้ทั้งสภาพร่างกาย จิตใจแล้วหรือยัง ซึ่งต่อให้มีเงินก็ไม่ได้ง่ายๆ ที่สำคัญการเสนอเรื่องราวพร้อมภาพของสื่อเหล่านี้มันไปถึงเด็ก ซึ่งใช้อารมณ์ควบคุมนี่คือสิ่งที่ผู้ทำโครงการและรายการมองข้ามไป
“คุณลองคิดดูว่าเพื่อแก้ปัญหากับกลุ่มคนเล็กๆ ต้องใช้ทรัพยากรคน และเวลาจำนวนมาก แต่มันมาทำให้ปะปนกับคนที่เป็นเพศที่สามโดยไม่อยากเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นรายการทั้งหลายต้องตระหนักว่าคุณกำลังเสนอรายการที่มีผลร้ายมากกว่าผลดี ผมอยากจะบอกว่าแค่คำเตือนว่าโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมไม่น่าจะช่วยอะไรได้ ผมมองว่าต้นเหตุที่ทำให้กระแสข่าวนี้ออกมาก็คือคนที่ริเริ่มโครงการนี้” อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว
ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ออนไลน์ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554
